บล.ทิสโก้ชี้ หุ้นไทยปรับขึ้นได้จำกัด หลังกำไร บจ. ต่ำกว่าคาด – ติดลบ 58% เมื่อเทียบปีก่อน

บล.ทิสโก้ชี้ หุ้นไทยปรับขึ้นได้จำกัด หลังกำไร บจ. ต่ำกว่าคาด – ติดลบ 58% เมื่อเทียบปีก่อน

บล.ทิสโก้ชี้

บล.ทิสโก้ชี้ บล.ทิสโก้เปิดตัวเลขกำไรไตรมาส 1/2563 รวม 1.09 แสนล้านบาท ลดลง 58% เมื่อเทียบกับปีก่อน ชี้ราคาหุ้นปัจจุบันใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีตแล้ว ทำให้โอกาสปรับขึ้นต่อเหลือน้อย พร้อมเปิดชื่อหุ้นเก็งเข้า SET 50 และ SET 100 แนะ 4 ธีมหุ้นน่าสนใจระยะสั้น ได้แก่ หุ้นได้ประโยชน์ผ่อนปรนล็อกดาวน์- หุ้นงบดีกว่าคาด – หุ้นที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 2 น่าจะดีขึ้น และหุ้นเข้า MSCI

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (Mr. Apichat Poobunjirdkul, Senior Strategist, TISCO Securities Co., Ltd) เปิดเผยว่า จากการรวบรวมผลกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนไตรมาสที่ 1/2563 จำนวน 113 บริษัทพบว่า มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 7.87 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาดโดยรวม (Bloomberg Consensus) ที่มองไว้ที่ 1.11 แสนล้านบาท โดยจำนวนนี้มี 45 บริษัทที่มีผลประกอบการดีกว่าคาด, 41 บริษัทที่มีผลประกอบการแย่กว่าคาด และ 27 บริษัทที่มีผลประกอบการตามคาด ทำให้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมถึงปัจจุบัน นักวิเคราะห์ในตลาดเริ่มปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยทั้งปี 2563 ลงประมาณ 5.2% เหลือ 69.7 บาทต่อหุ้น และปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยปี 2564 ลง 3.3% เหลือ 85.6 บาทต่อหุ้น

ส่งผลให้ระดับการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ในแต่ละไตรมาสถูกปรับลงเช่นกัน ทำให้ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยมีโอกาสการปรับขึ้นของดัชนี (Upside) ที่จำกัด และถึงแม้ปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากสิ้นเดือนเมษายน แต่ระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยกลับตึงตัวมากขึ้นจากประมาณการกำไรของตลาดที่ถูกปรับลง ส่งผลให้อัตราราคาต่อกำไรล่วงหน้า 12 เดือน (12m Fwd. PER) ของหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16.5 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 16.6 เท่า ซึ่งระดับราคาที่สูงเช่นนี้อาจดูไม่สมเหตุสมผลท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวรุนแรงและสถานการณ์ไม่แน่นอนในต่างประเทศ ดังนั้น บล.ทิสโก้จึงยังคงมุมมองการลงทุนช่วงนี้แค่เลือกเทรดดิ้งสั้นๆ ในกรอบ 1,270-1,330 จุด โดยใช้กลยุทธ์ลงซื้อ-ขึ้นขาย

TISCO เซ็นยุติความร่วมมือ "บล.ที่ปรึกษาการลงทุนดอยซ์ ทิสโก้" มีผล ...

อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ได้รวบรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสที่ 1/2563 (ไม่นับรวมตลาด mai) จำนวน 552 บริษัท หรือคิดเป็น 89% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดที่ 621 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2563) พบว่า มีกำไรสุทธิรวม 1.09 แสนล้านบาท ทรุดตัวแรง 58% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และลดลง 50% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2562 (QoQ) เนื่องจากถูกกดดันจากผลประกอบการของกลุ่มพลังงาน (ENERG) ที่พลิกขาดทุนสุทธิ 2.05 หมื่นล้านบาท และกลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) ที่ขาดทุนสุทธิ 6.84 พันล้านบาท เนื่องจากมีผลขาดทุนสต็อกน้ำมันเป็นจำนวนมาก และมีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาท

ขณะที่กลุ่มเหล็ก (STEEL) และกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA) มีผลขาดทุนต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนกลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็มีกำไรลดลงมากเช่นกันทั้ง YoY และ QoQ หลักๆ จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลจากการเริ่มแพร่ระบาดของ COVID-19 และบางส่วนจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีใหม่ ทั้งนี้ กลุ่มที่มีสัดส่วนกำไรมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ กลุ่มธนาคาร (BANK) มีกำไรสุทธิรวม 5.03 หมื่นล้านบาท, กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีกำไรสุทธิรวม 1.60 หมื่นล้านบาท, กลุ่มพาณิชย์ (COMM) มีกำไรสุทธิรวม 1.36 หมื่นล้านบาท, กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD) มีกำไรสุทธิรวม 1.13 หมื่นล้านบาท และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP) มีกำไรสุทธิรวม 1.11 หมื่นล้านบาท

บล.ทิสโก้เปิดตัวเลขกำไรไตรมาส 1/2563 รวม 1.09 แสนล้านบาท ลดลง 58% เมื่อเทียบกับปีก่อน ชี้ราคาหุ้นปัจจุบันใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีตแล้ว ทำให้โอกาสปรับขึ้นต่อเหลือน้อย พร้อมเปิดชื่อหุ้นเก็งเข้า SET 50 และ SET 100 แนะ 4 ธีมหุ้นน่าสนใจระยะสั้น ได้แก่ หุ้นได้ประโยชน์ผ่อนปรนล็อกดาวน์- หุ้นงบดีกว่าคาด – หุ้นที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 2 น่าจะดีขึ้น และหุ้นเข้า MSCI

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (Mr. Apichat Poobunjirdkul, Senior Strategist, TISCO Securities Co., Ltd) เปิดเผยว่า จากการรวบรวมผลกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนไตรมาสที่ 1/2563 จำนวน 113 บริษัทพบว่า มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 7.87 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาดโดยรวม (Bloomberg Consensus) ที่มองไว้ที่ 1.11 แสนล้านบาท โดยจำนวนนี้มี 45 บริษัทที่มีผลประกอบการดีกว่าคาด, 41 บริษัทที่มีผลประกอบการแย่กว่าคาด และ 27 บริษัทที่มีผลประกอบการตามคาด ทำให้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมถึงปัจจุบัน นักวิเคราะห์ในตลาดเริ่มปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยทั้งปี 2563 ลงประมาณ 5.2% เหลือ 69.7 บาทต่อหุ้น และปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยปี 2564 ลง 3.3% เหลือ 85.6 บาทต่อหุ้น

บลจ.ทิสโก้เล็งหุ้นขนาดกลาง-จิ๋ว - โพสต์ทูเดย์ ข่าวการเงิน-หุ้น

ส่งผลให้ระดับการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ในแต่ละไตรมาสถูกปรับลงเช่นกัน ทำให้ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยมีโอกาสการปรับขึ้นของดัชนี (Upside) ที่จำกัด และถึงแม้ปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากสิ้นเดือนเมษายน แต่ระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยกลับตึงตัวมากขึ้นจากประมาณการกำไรของตลาดที่ถูกปรับลง ส่งผลให้อัตราราคาต่อกำไรล่วงหน้า 12 เดือน (12m Fwd. PER) ของหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16.5 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 16.6 เท่า ซึ่งระดับราคาที่สูงเช่นนี้อาจดูไม่สมเหตุสมผลท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวรุนแรงและสถานการณ์ไม่แน่นอนในต่างประเทศ ดังนั้น บล.ทิสโก้จึงยังคงมุมมองการลงทุนช่วงนี้แค่เลือกเทรดดิ้งสั้นๆ ในกรอบ 1,270-1,330 จุด โดยใช้กลยุทธ์ลงซื้อ-ขึ้นขาย

อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ได้รวบรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสที่ 1/2563 (ไม่นับรวมตลาด mai) จำนวน 552 บริษัท หรือคิดเป็น 89% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดที่ 621 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2563) พบว่า มีกำไรสุทธิรวม 1.09 แสนล้านบาท ทรุดตัวแรง 58% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และลดลง 50% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2562 (QoQ) เนื่องจากถูกกดดันจากผลประกอบการของกลุ่มพลังงาน (ENERG) ที่พลิกขาดทุนสุทธิ 2.05 หมื่นล้านบาท และกลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) ที่ขาดทุนสุทธิ 6.84 พันล้านบาท เนื่องจากมีผลขาดทุนสต็อกน้ำมันเป็นจำนวนมาก และมีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาท

ขณะที่กลุ่มเหล็ก (STEEL) และกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA) มีผลขาดทุนต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนกลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็มีกำไรลดลงมากเช่นกันทั้ง YoY และ QoQ หลักๆ จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลจากการเริ่มแพร่ระบาดของ COVID-19 และบางส่วนจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีใหม่ ทั้งนี้ กลุ่มที่มีสัดส่วนกำไรมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ กลุ่มธนาคาร (BANK) มีกำไรสุทธิรวม 5.03 หมื่นล้านบาท, กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีกำไรสุทธิรวม 1.60 หมื่นล้านบาท, กลุ่มพาณิชย์ (COMM) มีกำไรสุทธิรวม 1.36 หมื่นล้านบาท, กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD) มีกำไรสุทธิรวม 1.13 หมื่นล้านบาท และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP) มีกำไรสุทธิรวม 1.11 หมื่นล้านบาท

ที่มา RYT9

Recent Articles

เปิดตัว OnePlus 9 และ 9 Pro ที่จับมือพัฒนากล้องกับ Hasselblad

เปิดตัว OnePlus 9 และ 9 Pro ที่จับมือพัฒนากล้องกับ Hasselblad พร้อมจอ 120Hz และ อัปเกรดระบบชาร์จไฟ ในที่สุด OnePlus ได้เปิดตัว OnePlus 9 Series อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีการร่วมการพัฒนากับ Hasselblad ในเรื่องของกล้องเป็นระยะเวลา 3 ปี มีมูลค่ากว่า 150 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ...

สถานะของ 5G กับอนาคตการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทย

ทุกวันนี้ 5G กำลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีผู้ให้บริการเครือข่ายเริ่มได้รับผลตอบแทนจากการเปิดให้บริการเครือข่ายสัญญาณ 5G ช่วงแรกแล้ว จากสถิติที่หัวเว่ยเปิดเผยในงาน Mobile World Congress 2021 จัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่าฐานผู้ใช้ 5G และจำนวนอุปกรณ์ 5G ที่ใช้งานเชิงพาณิชย์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา จวบจนกระทั่งสิ้นปี พ.ศ....

Volvo C40 Recharge 2021 ใหม่ คูเป้เอสยูวีขุมพลังไฟฟ้าเปิดตัวแล้ว

Volvo C40 Recharge 2021 ใหม่ คูเป้เอสยูวีขุมพลังไฟฟ้าล้วนเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลก พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่กำลังสูงสุด 402 แรงม้า สามารถขับขี่ได้เป็นระยะทางราว 420 กิโลเมตรต่อการชาร์จแต่ละครั้ง      Volvo C40 Recharge 2021 ใหม่ ถูกพัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์ม CMA เช่นเดียวกับ XC40 แต่จะมีเฉพาะขุมพลังขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนเท่านั้น โดยเส้นสายด้านหน้ามีลักษณ์คล้ายคลึงกับ...

ขายรถยนต์ไม่ผ่านนายหน้า

ขายรถยนต์ไม่ผ่านนายหน้า การขายรถจัดเป็นการขายสินค้าชิ้นใหญ่ที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง การจะขายรถออกได้นั้นจึงต้องอาศัยทั้งส่วนของระยะเวลาและส่วนของราคาขายที่ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อพึงพอใจตรงกัน ด้วยเหตุนี้ผู้ขายบางรายจึงได้ตัดส่วนของความยุ่งยากดังกล่าวนี้ออกแล้วหันมาใช้บริการส่วนของนายหน้าในการขายรถมือสองแทน แต่เมื่อผู้ขายตัดสินใจขายรถโดยผ่านนายหน้าก็จะพบว่าได้ราคาขายที่ค่อนข้างต่ำ รวมถึงต้องหักเปอร์เซ็นราคาที่ขายได้ให้แก่ทางนายหน้าเป็นมูลค่าไม่น้อยกันเลยทีเดียว จึงมีผู้ขายอีกหลาย ๆ ท่านที่ไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้และอยากได้เงินจากการขายรถกันแบบเต็ม ๆ จึงเป็นที่มาของความต้องการขายรถโดยไม่ผ่ายนายหน้า และสำหรับบทความนี้เราขอพาทุกท่านในฐานะผู้ขายไปทำการขายรถโดยไม่ผ่านนายหน้ากัน เราไปอ่านพร้อม ๆ กันเลยว่าสามารถทำกันได้อย่างไรบ้าง   ข้อดีของการขายรถยนต์ไม่ผ่านนายหน้า 1.ได้ราคาที่ผู้ขายพึงพอใจ ในส่วนนี้นับเป็นข้อดีที่เหล่าผู้ขายจะได้ตั้งราคาเองและได้ราคาที่ตนเองพึงพอใจ 2.มีความยืดหยุ่นในส่วนของเวลา เพราะเมื่อเราขายรถไม่ผ่านนายหน้า ผู้ขายและผู้ซื้อจะเป็นผู้นัดแนะวันเวลาสถานที่ในการดูรถหรือการรับรถกันเพียงสองฝ่ายเท่านั้น จึงช่วยเพิ่มความสะดวกและคล่องตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก 3.ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนของค่านายหน้า ส่วนนี้ก็จะกลับมาเป็นกำไรอย่างมหาศาลให้แก่ผู้ขายด้วย การเตรียมความพร้อมในการขายรถยนต์ไม่ผ่านนายหน้า   1.การเตรียมความพร้อมของรถ เมื่อผู้ขายตัดสินใจขายรถโดยไม่ผ่านนายหน้าแล้วนั้น ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของรถผู้ขายจึงต้องเป็นผู้เตรียมและผู้ตรวจสอบเอง ในส่วนนี้ก็มีทั้งส่วนของตัวรถภายนอกอันได้แก่ สี หรือ...

7UP บวกอีก 5% นิวไฮรอบ 13 เดือน รับแผนลุยธุรกิจสาธารณูปโภค-ลุ้นกำไรปี 63 โตเด่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เซเว่น ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ 7UP ณ เวลา 11.29 น. อยู่ที่ระดับ 0.56 บาท บวก 0.03 บาท หรือ 5.66% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 83.42...

Related Stories

Leave A Reply

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay on op - Ge the daily news in your inbox